สาเหตุที่แท้จริงของถุงใต้ตา (Eye Bags) คืออะไรกันแน่?

ถุงใต้ตาเกิดจากการที่โครงสร้างผิวหนังรอบดวงตาอ่อนแอลง ร่วมกับการเคลื่อนตัวของไขมันมาสะสมจนเกิดเป็นถุงนูน หรือเกิดจากการคั่งของของเหลว สาเหตุหลักมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น พันธุกรรม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ และการรับประทานอาหารรสเค็มจัด

รักษาถุงใต้ตา

บทความนี้จะเจาะลึกถึงทุกสาเหตุที่ทำให้เกิดถุงใต้ตา ตั้งแต่ปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้อย่างพันธุกรรม ไปจนถึงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ พร้อมทั้งแนะนำแนวทางการดูแลตัวเองเบื้องต้นและการรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสม เพื่อให้คุณเข้าใจปัญหาและหาทางแก้ไขได้อย่างตรงจุด

ประเด็นสำคัญที่คุณจะได้เรียนรู้

  • สาเหตุหลักของถุงใต้ตาคือวัยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ผิวและกล้ามเนื้อรอบดวงตาหย่อนคล้อย
  • พันธุกรรมมีส่วนสำคัญ หากคนในครอบครัวมีถุงใต้ตา คุณก็มีแนวโน้มที่จะมีได้เช่นกัน
  • พฤติกรรม เช่น การอดนอน ความเครียด การสูบบุหรี่ และการกินเค็ม สามารถทำให้ถุงใต้ตาบวมและเห็นชัดขึ้น
  • ถุงใต้ตาสามารถแบ่งได้เป็น ‘ถุงใต้ตาแท้’ (จากพันธุกรรมและวัย) และ ‘ถุงใต้ตาเทียม’ (จากพฤติกรรม)
  • การดูแลตัวเอง เช่น ประคบเย็น นอนให้พอ และลดเค็ม สามารถช่วยลดอาการบวมได้
  • การรักษาทางการแพทย์มีตั้งแต่การใช้เลเซอร์ ฟิลเลอร์ ไปจนถึงการผ่าตัดสำหรับกรณีที่รุนแรง
  • หากถุงใต้ตาบวมมากผิดปกติ เจ็บปวด หรือเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

ถุงใต้ตาคืออะไร? ต่างจากขอบตาดำและดอลลี่อายอย่างไร?

ก่อนจะไปดูสาเหตุ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ‘ถุงใต้ตา’ (Eye Bags) คืออะไร ถุงใต้ตาคือภาวะที่ผิวหนังบริเวณใต้ตามีลักษณะบวมนูนออกมาคล้ายถุง เกิดจากการที่โครงสร้างผิวหนังและกล้ามเนื้อรอบดวงตาอ่อนแอและหย่อนคล้อยลงตามวัย ทำให้ไขมันที่ปกติจะอยู่ในเบ้าตาเคลื่อนตัวออกมาสะสมอยู่บริเวณใต้ตา นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการสะสมของของเหลวในบริเวณดังกล่าวได้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้า ไม่สดใส และดูมีอายุเกินจริง

หัวข้อเปรียบเทียบ ถุงใต้ตา (Eye Bags) ขอบตาดำ (Dark Circles) ดอลลี่อาย (Dolly Eyes)
ลักษณะเด่น เป็นถุงนูนบวมใต้ตาอย่างชัดเจน เป็นรอยคล้ำสีน้ำตาลหรือม่วงใต้ตา เป็นแถบกล้ามเนื้อนูนเล็กน้อยชิดขอบตาล่าง
สาเหตุ ไขมันเคลื่อนตัว, การคั่งของของเหลว, ผิวหย่อนคล้อย เส้นเลือดที่ขยายตัว, เม็ดสีผิว, เบ้าตาลึก กล้ามเนื้อรอบดวงตาที่นูนขึ้นเวลายิ้ม
ผลต่อใบหน้า ทำให้ดูเหนื่อยล้า, มีอายุ ทำให้ดูโทรม, ไม่สดใส ทำให้ดวงตาดูหวาน, ใบหน้าดูอ่อนเยาว์

เจาะลึกสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดถุงใต้ตา

ถุงใต้ตาสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยแบ่งเป็นสาเหตุหลักๆ ได้ดังนี้

รักษาถุงใต้ตา

1. อายุที่เพิ่มขึ้น (Aging)

เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินได้น้อยลง ทำให้ผิวหนังขาดความยืดหยุ่นและเริ่มหย่อนคล้อย ประกอบกับกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่เคยแข็งแรงก็อ่อนกำลังลง ทำให้ไม่สามารถพยุงไขมันในเบ้าตาไว้ได้ดีเท่าเดิม ไขมันจึงนูนออกมาเป็นถุงใต้ตาให้เห็น

2. พันธุกรรม (Genetics)

หากสังเกตว่าคนในครอบครัวมีถุงใต้ตากันหลายคน ก็มีความเป็นไปได้สูงที่คุณจะได้รับลักษณะนี้มาด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจทำให้คุณมีถุงใต้ตาปรากฏให้เห็นได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

3. พฤติกรรมการใช้ชีวิต (Lifestyle)

  • การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ: ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดและของเหลวไม่ดี เกิดการคั่งของน้ำบริเวณใต้ตา ทำให้ถุงใต้ตาบวมขึ้น
  • การรับประทานอาหารรสเค็มจัด: โซเดียมในเกลือจะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้มากขึ้น ซึ่งรวมถึงบริเวณผิวหนังบางๆ ใต้ตาด้วย
  • การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์: สารพิษในบุหรี่ทำลายคอลลาเจนในผิว ส่วนแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งล้วนส่งผลให้ผิวรอบดวงตาเหี่ยวย่นและเกิดถุงใต้ตาได้ง่าย
  • ความเครียด: ส่งผลต่อฮอร์โมนในร่างกายและรบกวนการพักผ่อน ทำให้ถุงใต้ตาชัดเจนขึ้น

4. ปัญหาสุขภาพและโรคประจำตัว

  • โรคภูมิแพ้: อาการคันตาทำให้เราขยี้ตาบ่อยๆ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและบวม นอกจากนี้ สารฮีสตามีนที่ร่างกายหลั่งออกมาเมื่อเกิดอาการแพ้ยังทำให้หลอดเลือดขยายตัวและเกิดการรั่วของของเหลวมาสะสมใต้ตาได้
  • โรคไตหรือโรคหัวใจ: ในบางกรณี ถุงใต้ตาที่บวมมากผิดปกติอาจเป็นสัญญาณของภาวะบวมน้ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานที่ผิดปกติของไตหรือหัวใจได้

วิธีดูแลและลดถุงใต้ตาด้วยตัวเองที่บ้าน

สำหรับถุงใต้ตาที่เกิดจากพฤติกรรมหรืออาการบวมชั่วคราว เราสามารถดูแลและบรรเทาให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

รักษาถุงใต้ตา
  1. ประคบเย็น: ใช้ช้อนแช่เย็น, เจลเย็น, หรือแตงกวาฝานบางๆ วางประคบบนเปลือกตาประมาณ 10-15 นาที ความเย็นจะช่วยให้หลอดเลือดหดตัวและลดอาการบวมได้ดี
  2. นอนหลับให้เพียงพอ: พยายามนอนให้ได้ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน และหนุนหมอนให้ศีรษะสูงกว่าลำตัวเล็กน้อย เพื่อป้องกันของเหลวไปคั่งอยู่บริเวณรอบดวงตา
  3. ลดการบริโภคเกลือและแอลกอฮอล์: จำกัดอาหารรสเค็มจัดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในช่วงมื้อเย็น เพื่อลดอาการบวมน้ำในตอนเช้า
  4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ: การดื่มน้ำช่วยรักษาสมดุลของเหลวในร่างกายและป้องกันภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจทำให้ถุงใต้ตาดูแย่ลง
  5. จัดการกับโรคภูมิแพ้: หากคุณมีอาการภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อใช้ยาแก้แพ้และหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เพื่อลดอาการคันและบวม
  6. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตา: เลือกใช้ครีมที่มีส่วนผสม เช่น เรตินอล, วิตามินซี, หรือเปปไทด์ ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเพิ่มความกระชับให้ผิว

การรักษาถุงใต้ตาทางการแพทย์

ในกรณีที่ถุงใต้ตาเกิดจากพันธุกรรมหรือความหย่อนคล้อยตามวัย ซึ่งการดูแลตัวเองอาจไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

รักษาถุงใต้ตา
วิธีการรักษา หลักการทำงาน เหมาะสำหรับ
การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) ฉีดสารเติมเต็มไฮยาลูรอนิกแอซิดเข้าไปบริเวณร่องน้ำตาใต้ถุงใต้ตา เพื่อทำให้ผิวบริเวณนั้นเรียบเนียนและดูเต็มขึ้น ผู้ที่มีปัญหาร่องใต้ตาลึก ทำให้ถุงใต้ตาดูเด่นชัดขึ้น
เลเซอร์ (Laser Resurfacing) ใช้พลังงานเลเซอร์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่และทำให้ผิวชั้นนอกกระชับขึ้น ผู้ที่มีถุงใต้ตาไม่มากนัก ร่วมกับมีริ้วรอยและความหย่อนคล้อยเล็กน้อย
HIFU / Ultherapy / Thermage ใช้คลื่นอัลตราซาวด์หรือคลื่นวิทยุส่งพลังงานลงไปใต้ชั้นผิว เพื่อยกกระชับผิวและกล้ามเนื้อรอบดวงตา ผู้ที่ผิวเริ่มหย่อนคล้อยและต้องการการยกกระชับโดยไม่ผ่าตัด
การผ่าตัดถุงใต้ตา (Blepharoplasty) เป็นการผ่าตัดเพื่อนำไขมันส่วนเกินออกและตกแต่งผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้ตึงกระชับ เป็นวิธีที่ให้ผลลัพธ์ถาวรที่สุด ผู้ที่มีถุงใต้ตาขนาดใหญ่และมีความหย่อนคล้อยของผิวหนังชัดเจน

⚠️ สัญญาณเตือน: เมื่อไหร่ที่ถุงใต้ตาควรไปพบแพทย์?

โดยส่วนใหญ่ถุงใต้ตาไม่ใช่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง แต่เป็นเรื่องของความสวยงามมากกว่า อย่างไรก็ตาม หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย:

  • ถุงใต้ตาบวมขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง
  • มีอาการเจ็บปวด, แดง, หรือคันบริเวณถุงใต้ตา
  • อาการบวมเกิดขึ้นทั่วร่างกาย ไม่ใช่แค่ใต้ตา
  • การมองเห็นเปลี่ยนแปลงไป

บทสรุป: สาเหตุและแนวทางแก้ไขถุงใต้ตา

ถุงใต้ตาเกิดจากหลายสาเหตุผสมผสานกัน ทั้งอายุที่มากขึ้นทำให้ผิวและกล้ามเนื้อรอบดวงตาหย่อนคล้อย, พันธุกรรม, และพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การอดนอน, ทานเค็ม, และความเครียด การดูแลตนเองสามารถช่วยลดอาการบวมชั่วคราวได้ แต่สำหรับถุงใต้ตาถาวรอาจต้องพิจารณาการรักษาทางการแพทย์

  • สาเหตุหลัก: อายุ, พันธุกรรม, พฤติกรรม (อดนอน, กินเค็ม)
  • วิธีแก้เบื้องต้น: ประคบเย็น, นอนให้พอ, ลดเค็ม
  • การรักษาทางการแพทย์: ฟิลเลอร์, เลเซอร์, การผ่าตัด

คำถามที่พบบ่อย

Q: ถุงใต้ตาเกิดจากโรคไตจริงหรือไม่?

A: อาจเป็นไปได้ในบางกรณี ถุงใต้ตาที่บวมมากผิดปกติอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของภาวะบวมน้ำซึ่งเกิดจากโรคไตหรือโรคหัวใจได้ แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ร้ายแรง เช่น อายุและพันธุกรรม หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์

Q: การนอนดึกทำให้เกิดถุงใต้ตาถาวรหรือไม่?

A: การนอนดึกหรือพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นสาเหตุของ ‘ถุงใต้ตาเทียม’ ซึ่งเกิดจากการคั่งของของเหลว ทำให้ตาบวมชั่วคราว หากปรับพฤติกรรมการนอนให้ดีขึ้น อาการบวมก็จะลดลงได้ แต่หากทำเป็นประจำในระยะยาว อาจเร่งให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้นและนำไปสู่ถุงใต้ตาถาวรได้

Q: ครีมทาใต้ตาสามารถกำจัดถุงใต้ตาได้จริงหรือ?

A: ครีมทาใต้ตาสามารถช่วยเรื่องความชุ่มชื้น ลดริ้วรอยเล็กๆ และอาจช่วยลดอาการบวมได้บ้าง แต่ไม่สามารถกำจัด ‘ถุงใต้ตาแท้’ ที่เกิดจากก้อนไขมันหรือความหย่อนคล้อยของโครงสร้างผิวได้

Q: การดูดไขมันใต้ตาสามารถทำได้หรือไม่?

A: ทำได้ และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผ่าตัดถุงใต้ตา (Blepharoplasty) โดยแพทย์จะนำไขมันส่วนเกินออก หรือจัดเรียงไขมันใหม่เพื่อให้ใต้ตาเรียบเนียนขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดีสำหรับผู้ที่มีถุงไขมันนูนชัดเจน

Q: ถุงใต้ตาจากพันธุกรรมมีวิธีแก้ไขหรือไม่?

A: ถุงใต้ตาที่เกิดจากพันธุกรรมมักไม่ตอบสนองต่อการดูแลตัวเองหรือการใช้ครีมบำรุง วิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการทำหัตถการทางการแพทย์ เช่น การฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มร่องน้ำตา หรือการผ่าตัดเพื่อนำไขมันออก