Thermage vs Ultherapy vs HIFU: เลือกอะไรดี?

Thermage vs Ultherapy vs HIFU: เลือกอะไรดี?

การเลือกระหว่าง Thermage, Ultherapy และ HIFU ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและเป้าหมายหลักของคุณ Thermage เหมาะที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการลดไขมันบนใบหน้าและเพิ่มความแน่นกระชับของผิวโดยรวม Ultherapy เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยอย่างล้ำลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) ส่วน HIFU เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับการเริ่มต้นดูแลผิวที่ยังมีความหย่อนคล้อยไม่มาก

รักษาถุงใต้ตา

สรุปประเด็นสำคัญสำหรับคนเวลาน้อย

สรุปการเปรียบเทียบเทคโนโลยียกกระชับใบหน้าปี 2025 ระหว่าง Thermage, Ultherapy และ HIFU:

  • Thermage: ใช้คลื่น RF เพื่อลดไขมันและทำให้ผิวแน่น เหมาะกับคนมีแก้มเยอะ
  • Ultherapy: ใช้คลื่นอัลตราซาวด์พร้อมหน้าจอ MFU-V เพื่อการยกกระชับที่แม่นยำล้ำลึกถึงชั้น SMAS เหมาะกับผิวหย่อนคล้อยมาก
  • HIFU: ใช้หลักการเดียวกับ Ultherapy แต่เป็นตัวเลือกที่ประหยัดกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิว

ไฮไลท์สำคัญ:

  • Thermage: ลดไขมัน, ผิวแน่น
  • Ultherapy: ยกระดับลึก, แม่นยำสูง
  • HIFU: ยกกระชับ, คุ้มค่า

ประเด็นสำคัญที่คุณจะได้เรียนรู้

  • หลักการทำงานต่างกัน: Thermage ใช้คลื่นวิทยุ (RF) ให้ความร้อนเป็นก้อนใหญ่, Ultherapy และ HIFU ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ยิงพลังงานเป็นจุดเล็กๆ เรียงกัน
  • ความลึกที่แตกต่าง: Ultherapy และ HIFU ลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า, ในขณะที่ Thermage จะเน้นที่ชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน
  • เป้าหมายหลัก: Thermage เน้น ‘ผิวแน่น’ และ ‘ลดไขมัน’. Ultherapy เน้น ‘การยก’ โครงสร้างผิวจากภายใน. HIFU เน้นการ ‘ยกกระชับ’ ในราคาที่เข้าถึงง่าย
  • ความแม่นยำ: Ultherapy มีหน้าจอแสดงผลแบบเรียลไทม์ (MFU-V) ทำให้แพทย์เห็นชั้นผิวและยิงพลังงานได้อย่างแม่นยำที่สุด
  • ผลลัพธ์และระยะเวลา: ทั้งสามเทคโนโลยีเห็นผลเต็มที่ใน 2-3 เดือน โดยผลลัพธ์ของ Thermage และ Ultherapy สามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี, ส่วน HIFU อยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน
  • ความรู้สึกระหว่างทำ: ความเจ็บแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยทั่วไป Ultherapy อาจรู้สึกเจ็บที่สุด ตามมาด้วย Thermage และ HIFU

ในยุคที่นวัตกรรมความงามก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง การยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัดกลายเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของผู้ที่ต้องการดูแลตัวเอง Thermage, Ultherapy และ HIFU คือสามชื่อที่ถูกพูดถึงและเปรียบเทียบกันมากที่สุด บทความนี้จะเจาะลึกถึงความแตกต่างของแต่ละเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกหัตถการที่เหมาะสมกับปัญหาผิวและความต้องการของคุณได้อย่างแท้จริง

รักษาถุงใต้ตา

เปรียบเทียบชัดๆ: Thermage vs. Ultherapy vs. HIFU

หัวข้อเปรียบเทียบ Thermage Ultherapy HIFU
เทคโนโลยี คลื่นวิทยุขั้วเดียว (Monopolar RF) อัลตราซาวด์แบบเฉพาะเจาะจงพร้อมจอแสดงผล (MFU-V) อัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง (High-Intensity Focused Ultrasound)
หลักการทำงาน ให้ความร้อนเป็นก้อนใหญ่ (Bulk Heating) ในชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน ยิงพลังงานเป็นจุดเล็กๆ (Focus Point) เรียงเป็นเส้นตรงอย่างแม่นยำ ยิงพลังงานเป็นจุดเล็กๆ (Focus Point) คล้าย Ultherapy แต่ไม่มีจอแสดงผล
ชั้นผิวที่ลงลึก ชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมัน (Subcutaneous) ลงลึกถึงชั้น SMAS (ชั้นพังผืดของกล้ามเนื้อ) ลงลึกถึงชั้น SMAS (เหมือน Ultherapy)
ผลลัพธ์หลัก ผิวแน่น (Tightening), ลดไขมัน, ปรับปรุงคุณภาพผิว ยกกระชับ (Lifting) โครงสร้างผิวจากภายใน ยกกระชับ (Lifting) และปรับรูปหน้า
เหมาะกับใคร คนที่มีไขมันบริเวณแก้ม/เหนียงเยอะ, ผิวหลวมไม่กระชับ คนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย, กรอบหน้าไม่ชัด, หนังตาตก คนที่เริ่มมีปัญหาหย่อนคล้อย, ต้องการการบำรุงรักษา, งบประมาณจำกัด
ความรู้สึกระหว่างทำ รู้สึกอุ่นถึงร้อน แต่ทนได้ รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ลึกๆ ใต้ผิว อาจเจ็บที่สุดใน 3 ตัว รู้สึกอุ่นๆ และเจ็บจี๊ดๆ แต่โดยทั่วไปน้อยกว่า Ultherapy
ระยะเวลาเห็นผล เห็นผลทันทีประมาณ 20% และชัดเจนขึ้นใน 3-6 เดือน เห็นผลทันทีประมาณ 30% และชัดเจนขึ้นใน 2-3 เดือน เห็นผลทันทีประมาณ 20% และชัดเจนขึ้นใน 2-3 เดือน
ผลลัพธ์อยู่นาน 1-2 ปี 1-2 ปี ประมาณ 6-12 เดือน
ราคา สูง สูงที่สุด เข้าถึงง่ายที่สุด

*เลื่อนตารางไปทางซ้าย-ขวาเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม


เจาะลึกแต่ละเทคโนโลยี: เลือกอย่างไรให้เหมาะกับคุณ?

Thermage: เน้น ‘ผิวแน่น’ สลายไขมัน ปรับผิวเรียบเนียน

Thermage ทำงานโดยใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (RF) ส่งความร้อนลงไปครอบคลุมทุกชั้นผิว ตั้งแต่ชั้นหนังแท้ไปจนถึงชั้นไขมัน ความร้อนนี้จะทำให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมหดตัวทันที และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในระยะยาว จุดเด่นที่สุดของ Thermage คือความสามารถในการลดไขมันสะสมใต้ผิว, ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาแก้มเยอะ เหนียง หรือต้องการให้กรอบหน้าคมชัดขึ้นพร้อมกับผิวที่แน่นกระชับและดูอ่อนเยาว์ สามารถทำได้ทั้งใบหน้า รอบดวงตา และลำตัว

Ultherapy: ‘ยก’ โครงสร้างผิวอย่างแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยี MFU-V

Ultherapy ถือเป็นมาตรฐานทอง (Gold Standard) ของการยกกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด เทคโนโลยีนี้ใช้คลื่นอัลตราซาวด์พลังงานสูงแบบเฉพาะเจาะจง (MFU-V) ยิงลงไปถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อสำคัญที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า จุดเด่นที่ทำให้ Ultherapy แตกต่างคือ มีหน้าจอแสดงภาพชั้นผิวแบบเรียลไทม์ (Real-time visualization) ทำให้แพทย์สามารถส่งพลังงานไปยังเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยสูงสุด จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก ต้องการยกกระชับกรอบหน้า ยกคิ้ว ลดเหนียง และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

HIFU: ทางเลือกเพื่อการ ‘ยกกระชับ’ ที่คุ้มค่า

HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) ใช้หลักการทำงานเดียวกับ Ultherapy คือส่งพลังงานอัลตราซาวด์ลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อให้เกิดการหดตัวและยกกระชับ ข้อแตกต่างที่สำคัญคือเครื่อง HIFU ส่วนใหญ่จะไม่มีหน้าจอแสดงภาพชั้นผิวแบบเรียลไทม์เหมือน Ultherapy แม้ความแม่นยำอาจไม่เท่า แต่ HIFU ก็ยังคงให้ผลลัพธ์ที่ดีในการยกกระชับและเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มมีปัญหาความหย่อนคล้อย หรือต้องการทำเพื่อดูแลผิวอย่างต่อเนื่องในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ทำ Thermage, Ultherapy และ HIFU พร้อมกันได้ไหม?

สามารถทำร่วมกันได้ และในบางกรณีการทำร่วมกันอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เพราะเป็นการดูแลผิวครบทุกมิติ โดยแพทย์อาจแนะนำให้ทำ Thermage เพื่อลดไขมันและเพิ่มความแน่นของผิวก่อน แล้วตามด้วย Ultherapy หรือ HIFU เพื่อยกกระชับโครงสร้างผิวชั้นลึก อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของคุณ

เครื่องไหนเจ็บที่สุด?

ระดับความเจ็บขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่โดยทั่วไปแล้ว Ultherapy มักจะให้ความรู้สึกเจ็บได้มากที่สุด เนื่องจากพลังงานลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ ตามมาด้วย Thermage ที่ให้ความรู้สึกร้อนใต้ผิว ส่วน HIFU มักจะเจ็บน้อยที่สุด คลินิกส่วนใหญ่จะมีการทายาชาก่อนทำเพื่อช่วยลดความรู้สึกเจ็บ

ต้องทำบ่อยแค่ไหน?

สำหรับ Thermage และ Ultherapy แนะนำให้ทำปีละ 1 ครั้ง เพื่อคงสภาพผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ส่วน HIFU เนื่องจากผลลัพธ์อยู่ได้สั้นกว่า อาจแนะนำให้ทำซ้ำทุก 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการประเมินของแพทย์

หลังทำต้องพักฟื้นหรือไม่?

ทั้งสามหัตถการนี้ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ อาจมีอาการบวมแดงเล็กน้อยในบางราย แต่จะหายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมง หรือ 1-2 วัน

ถ้าหยุดทำแล้วหน้าจะเหี่ยวกว่าเดิมไหม?

ไม่จริง การหยุดทำไม่ได้ทำให้หน้าเหี่ยวกว่าเดิม แต่ผิวจะค่อยๆ กลับไปสู่กระบวนการเสื่อมสภาพตามวัยปกติ การทำหัตถการเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเปรียบเสมือนการชะลอวัยและช่วยรักษาความอ่อนเยาว์ของผิวไว้

จะเลือกคลินิกสำหรับทำหัตถการเหล่านี้ได้อย่างไร?

ควรเลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือ ใช้เครื่องมือของแท้ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน และที่สำคัญที่สุดคือต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพื่อให้สามารถประเมินปัญหาและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย