เตือนภัยโควิดกลับมาระบาดหนัก! สถิติพุ่งทะลุ 44,000 ราย เช็กสัญญาณเตือนและวิธีรับมือด่วนโควิด19
covid-19
หลังจากที่หลายคนเริ่มรู้สึกว่าโรคนี้กลายเป็นเพียงโรคประจำถิ่นธรรมดาและเริ่มการ์ดตกในการใช้ชีวิตประจำวัน ล่าสุดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ covid-19 ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงอีกครั้ง เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมาพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จนสร้างความกังวลให้แก่ประชาชนและวงการสาธารณสุขทั่วประเทศเป็นอย่างมาก
จากข้อมูลล่าสุดของ กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 พบสถิติผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งสูงขึ้นถึง 44,853 คน และมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 15 คน สถิตินี้ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าเชื้อไวรัสไม่ได้หายไปไหน แต่มันกำลังแอบซุ่มและกลับมาระบาดระลอกใหม่อย่างเงียบเชียบ บทความนี้จะพากระเทาะเปลือกทุกเรื่องที่ต้องรู้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและปกป้องตัวเองรวมถึงคนที่คุณรักให้ปลอดภัยอย่างถูกวิธี
ทำไม covid-19 ถึงกลับมาระบาดหนักอีกครั้งในช่วงนี้?
การกลับมาระบาดอย่างรุนแรงอีกระลอก มีปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญหลายประการที่สอดคล้องกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของผู้คนและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนี้
- การกลายพันธุ์ของไวรัสสายพันธุ์ใหม่: เชื้อไวรัสมีการพัฒนาและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น สามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าเดิม ทำให้คนที่เคยป่วยแล้ว หรือผู้ที่ได้รับวัคซีนมาเป็นเวลานาน มีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ง่ายขึ้นมาก
- พฤติกรรม “การ์ดตก” ของสังคม: การถอดหน้ากากอนามัยในพื้นที่อับอากาศ การเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ยอดฮิต การรวมกลุ่มสังสรรค์ และการละเลยการล้างมือด้วยสบู่ ทำให้โรคแพร่กระจายจากคนสู่คนได้อย่างไร้รอยต่อ
- สภาพอากาศและการถ่ายเทอากาศ: การใช้ชีวิตอยู่ในห้องแอร์ปิดสนิทเป็นเวลานาน ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่แปรปรวน เป็นปัจจัยเร่งให้ไวรัสทางเดินหายใจแพร่กระจายได้ดีเป็นพิเศษ หากใครมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ หรือเริ่มมีอาการออฟฟิศซินโดรมจากการนั่งทำงานในห้องแอร์นานๆ ลองดูวิธีดูแลตัวเองเพิ่มเติมได้ที่ บริการกายภาพบำบัดฟื้นฟูร่างกาย
สัญญาณเตือน! อาการระลอกใหม่ที่ต้องสังเกตด่วน
ในระลอกการระบาดครั้งนี้ อาการของผู้ป่วยอาจมีความคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ หรืออาการภูมิแพ้อากาศกำเริบ แต่หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ให้สงสัยไว้ก่อนและทำการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจ ATK ทันที เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่สมาชิกในครอบครัว
| 1. ระบบทางเดินหายใจและไข้ | 2. อาการทางร่างกายและระบบประสาท |
|---|---|
|
|
กลุ่มเสี่ยงสูง (608) ที่ต้องระวังการติดเชื้อเป็นพิเศษ!
แม้คนวัยทำงานหรือคนอายุน้อยส่วนใหญ่เมื่อได้รับเชื้ออาจมีอาการไม่รุนแรง สามารถรักษาและฟื้นตัวได้เองที่บ้าน แต่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งหากนำเชื้อไปติดกลุ่มเสี่ยงในครอบครัว ซึ่งจะทำให้มีอาการรุนแรงและอันตรายถึงชีวิตได้ กลุ่มนี้ประกอบไปด้วย:
- ผู้สูงอายุ ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมักมีระบบภูมิคุ้มกันที่เสื่อมถอยลงตามวัย
- ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคไตวายเรื้อรัง, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษา, โรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ และโรคอ้วนที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน
- หญิงตั้งครรภ์ ที่ต้องดูแลทั้งสุขภาพของตนเองและทารกในครรภ์
ผู้ป่วยกลุ่มนี้หากได้รับเชื้อไวรัสเข้าไป จะมีโอกาสที่เชื้อลงปอดได้สูงมาก นำไปสู่ภาวะปอดอักเสบรุนแรง ระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน และเป็นสาเหตุสำคัญของตัวเลขผู้เสียชีวิตจำนวนมากในสถิติปัจจุบัน
4 ก้าวแรกเมื่อตรวจพบผล ATK “ขึ้น 2 ขีด”
หากทำการตรวจ ATK ด้วยตนเองแล้วพบผลเป็นบวก (2 ขีด) ยืนยันการติดเชื้อ อย่าเพิ่งตื่นตระหนกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ให้ตั้งสติและปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยดังต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด
1. แยกกักตัวจากผู้อื่นทันที (Isolate)
งดการเดินทางออกไปในสถานที่สาธารณะโดยเด็ดขาด เปลี่ยนมาทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และทำการแยกห้องนอน ห้องน้ำ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวทุกชนิดออกจากสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน อย่างน้อยเป็นเวลา 5-7 วัน หรือจนกว่าอาการจะดีขึ้นและผลตรวจเป็นลบ
2. ประเมินอาการ covid-19 ของตนเอง
- หากเป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว (อาการน้อย): เช่น มีไข้ต่ำๆ ไอเล็กน้อย น้ำมูกใส สามารถรับประทานยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก ดื่มน้ำอุ่นมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันและฟื้นตัวได้เอง
- หากเป็นกลุ่มเสี่ยง หรือเริ่มมีอาการรุนแรง: ให้รีบติดต่อสถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือเข้าสู่ระบบการรักษาของรัฐ เพื่อเข้ารับการประเมินจากแพทย์ และรับยาต้านไวรัส (เช่น ฟาวิพิราเวียร์ หรือ โมลนูพิราเวียร์) ตามคำสั่งของแพทย์โดยเร็วที่สุด ห้ามซื้อยาต้านไวรัสมารับประทานเองโดยเด็ดขาด
3. สวมหน้ากากอนามัย 100% ภายในบ้าน
หากมีความจำเป็นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปฏิสัมพันธ์หรือพูดคุยกับผู้อื่นภายในบริเวณบ้าน จะต้องสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ตลอดเวลา ห้ามถอดเด็ดขาด และหมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งหลังจากการสัมผัสสิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกัน เช่น ลูกบิดประตู สวิตช์ไฟ หรือตู้เย็น
4. สังเกตสัญญาณอันตราย “สีแดง”
ระหว่างการกักตัวรักษา หากมีอาการผิดปกติรุนแรง เช่น หายใจหอบเหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค รู้สึกแน่นหน้าอก ระดับออกซิเจนในเลือด (วัดด้วยเครื่องวัดปลายนิ้ว) ต่ำกว่า 95% หรือมีระดับสติสัมปชัญญะลดลง ซึมลง ต้องรีบติดต่อสายด่วนกู้ชีพ 1669 หรือแจ้งญาติให้นำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดในทันที
ยกการ์ดสูงอีกครั้ง เพื่อผ่านวิกฤตรอบนี้ไปด้วยกัน
ยอดผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงเกิน 44,000 คนในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน คือสัญญาณเตือนภัยสำคัญที่บอกให้เราทุกคนหยุดชะล่าใจ การกลับมาสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ผู้คนแออัด การขยันทำความสะอาดล้างมือ และการตรวจเช็กสุขภาพตัวเองทันทีเมื่อมีอาการป่วย คือกุญแจสำคัญที่สุดที่จะช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดของ covid-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาร่วมมือกันยกการ์ดให้สูงขึ้นอีกครั้ง ดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรง และใส่ใจดูแลผู้สูงอายุภายในบ้านให้ปลอดภัย เพื่อช่วยลดความสูญเสีย และนำพาสังคมไทยให้ก้าวผ่านพ้นวิกฤตการระบาดระลอกนี้ไปได้อย่างปลอดภัยที่สุด นอกจากนี้ การดูแลร่างกายให้หายขาดจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะลองโควิด (Long Covid) ได้อีกด้วย หากใครมีอาการเมื่อยล้าหลังจากการกักตัวอยู่บ้านนานๆ หรือต้องการฟื้นฟูร่างกายหลังหายป่วย สามารถเข้ามารับบริการดูแลสุขภาพเชิงลึกกับเราได้ที่ The Touch Physiotherapy
ตอนนี้คุณหรือคนรอบข้างมีใครเริ่มป่วยหรือตรวจเจอ ATK ขึ้น 2 ขีดกันบ้างแล้วหรือยัง? คอมเมนต์แชร์สถานการณ์ แลกเปลี่ยนวิธีการดูแลตัวเอง และส่งกำลังใจให้กันและกันได้ที่ช่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้เลยครับ

