|

เคยไหม? เหมือนมี “ไฟช็อตในหัว” หรือ “ตาช็อต” แป๊บๆ อาการแปลกที่คนยุคนี้เป็นบ่อยแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร!

สุขภาพจิต

เคยไหม… อยู่ดีๆ พอกลอกตาไปมา หรือแค่หันหัวขวับ ก็รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟ “จี๊ด!” วิ่งปราดผ่านหัวไปเหมือนโดนไฟช็อต? หรือบางทีก็รู้สึกเหมือนภาพในตา “ช็อต” หรือ “กระตุก” แวบหนึ่งเหมือนทีวีจอลาย

อาการนี้มันไม่ได้เจ็บปวดเจียนตาย แต่มัน “น่ารำคาญ” และ “น่ากังวล” จนหลายคนแอบคิดไปไกลว่า เราเป็นเนื้องอกในสมองหรือเปล่า? เส้นเลือดในสมองจะแตกไหม? หรือมันเป็นปัญหากระทบกระเทือนเรื่องสุขภาพจิตกันแน่? วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับเจ้าอาการที่เรียกกันว่า Brain Zaps หรือ อาการตาช็อต ที่คนเสิร์ชหากันถล่มทลาย แต่กลับหาคำตอบที่ชัดเจนได้ยากเหลือเกิน!

อาการ “ไฟช็อตในหัว” หรือ “ตาช็อต” จริงๆ แล้วมันคืออะไร?

ในทางจิตวิทยาและประสาทวิทยา อาการนี้มักถูกเรียกว่า Brain Zaps หรือ Brain Shivers ครับ มันคือความรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแรงดันต่ำวิ่งผ่านสมอง หรือบางคนรู้สึกเหมือนมีเสียง “ฟึ่บ” หรือ “แวบ” ในหัวชั่วพริบตา ลองเช็กดูนะครับว่าคุณกำลังมีอาการแบบในตารางนี้อยู่หรือเปล่า?

ลักษณะอาการที่พบบ่อย (เช็กเลยคุณเป็นแบบไหน?)

ประเภทของอาการ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น
อาการทางสายตา พอกลอกตาซ้าย-ขวาเร็วๆ จะรู้สึกเหมือนภาพมันกระตุก หรือมีกระแสไฟวิ่งตามลูกตา
อาการทางเสียง ได้ยินเสียง “วิ้ง” หรือเสียงเหมือนกระแสไฟลัดวงจรในหูแบบสั้นๆ
อาการทางสัมผัส รู้สึกเหมือนโดนเข็มเล่มเล็กๆ ทิ่ม หรือเหมือนโดนไฟช็อตที่บริเวณหนังศีรษะ
อาการวิงเวียน บางครั้งมาช็อตพร้อมกับอาการวูบ หรือมีอาการบ้านหมุนเล็กน้อยร่วมด้วย

ทำไมอยู่ดีๆ ถึง “ช็อต”? เจาะ 4 สาเหตุหลักที่ทำให้เครื่องรวน

อาการไฟช็อตในหัวไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันมี “ที่มา” ซึ่งส่วนใหญ่สัมพันธ์กับระบบประสาทและสารเคมีในสมอง

1. การปรับยา หรือ “ถอนยา” (เหตุผลยอดฮิต)

สาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เกิด Brain Zaps คือการหยุดกินยาหรือปรับขนาดยาในกลุ่ม ยาต้านเศร้า (Antidepressants) ซึ่งมักใช้รักษาปัญหากลุ่มสุขภาพจิต โดยเฉพาะยากลุ่ม SSRIs เช่น Sertraline หรือ Escitalopram เมื่อสารสื่อประสาทในสมอง (Serotonin) ปรับตัวไม่ทัน มันจะส่งสัญญาณไฟฟ้าเพี้ยนๆ ออกมาจนเรารู้สึกเหมือนโดนไฟช็อต

2. ความเครียดสะสม และภาวะวิตกกังวล (Anxiety)

เมื่อเราเครียดจัด สมองจะอยู่ในโหมด “ระแวดระวัง” (Fight or Flight) ตลอดเวลา ส่งผลให้ระบบประสาทตื่นตัวเกินเหตุ (Hypersensitivity) จนเกิดการส่งสัญญาณไฟฟ้าที่ผิดพลาดได้ง่าย

3. พักผ่อนน้อย หรือนอนไม่หลับเรื้อรัง

สมองที่ไม่ได้พักผ่อนก็เหมือนคอมพิวเตอร์ที่เปิดทิ้งไว้ข้ามคืนนานๆ จนเครื่องร้อน ระบบประมวลผลการมองเห็นและประสาทสัมผัสจะเริ่ม “รวน” ทำให้เกิดอาการตาช็อตเวลาเราขยับร่างกาย

4. การขาดสารอาหารและแร่ธาตุบางชนิด

การขาดวิตามินบี (B-Complex) หรือแคลเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานของเส้นประสาท อาจทำให้กระแสไฟฟ้าในร่างกายส่งสัญญาณกระตุกได้

อาการ “ตาช็อต” อันตรายไหม? เมื่อไหร่ที่ควรไปพบหมอ

ข่าวดีคือ Brain Zaps ส่วนใหญ่ไม่อันตรายครับ และมักจะหายไปเองเมื่อร่างกายปรับตัวได้ หรือเมื่อเราหายเครียด แต่! ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อย่ารอช้าครับ ให้รีบไปหาหมอทันที

  • มีอาการชัก หรือเกร็ง
  • ปวดหัวรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • แขนขาอ่อนแรง หรือปากเบี้ยว (สัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke)
  • อาการช็อตเกิดขึ้นบ่อยจนใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้

วิธีรับมือและป้องกัน ไม่ให้หัว “ช็อต” จนเสียงานเสียการ

หากคุณเริ่มรู้สึกว่าช่วงนี้เครื่องรวนบ่อย ลองปรับพฤติกรรมด้วยวิธีเหล่านี้ดูครับ

1. “ห้าม” หยุดยาเองเด็ดขาด!

หากคุณกินยาตามที่คุณหมอสั่ง แล้วอยากเลิกยา ต้องให้คุณหมอค่อยๆ ลดขนาด (Tapering) ลงทีละนิด การหักดิบหยุดยาคือสาเหตุหลักที่ทำให้หัวช็อตแบบถล่มทลาย

2. ปรับเวลานอนให้เป็นระบบ

การนอนหลับที่มีคุณภาพ (Deep Sleep) คือการรีเซ็ตระบบไฟฟ้าในสมองที่ดีที่สุด พยายามนอนให้ครบ 7-8 ชั่วโมง แล้วอาการจะค่อยๆ ลดลงเอง

3. เติม “อาหารสมอง”

ลองทานอาหารที่ช่วยบำรุงระบบประสาท เช่น ปลาทะเล (Omega-3), ถั่วต่างๆ (Magnesium) และผักใบเขียว หรือปรึกษาเภสัชกรเรื่องการทานวิตามินบีรวมเสริม

4. ลดการใช้สายตาและลดความเครียด

ถ้าอาการมักเกิดตอนกลอกตา แสดงว่ากล้ามเนื้อตาและประสาทตาเริ่มล้า ลองพักสายตาจากหน้าจอทุกๆ 20 นาที และฝึกหายใจลึกๆ เพื่อคลายความกังวลและฟื้นฟูสุขภาพจิต หากคุณรู้สึกว่าร่างกายต้องการการผ่อนคลายอย่างล้ำลึก เพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและระบบประสาท ลองแวะไปดูแลตัวเองกับผู้เชี่ยวชาญที่ The Touch Exclusive ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยรีเฟรชร่างกายได้ดีเยี่ยมครับ

สรุป : ตาช็อตไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ก็ไม่ต้องตระหนกจนเกินไป

อาการ “ตาช็อต” หรือ “ไฟช็อตในหัว” เป็นเพียงสัญญาณเตือนจากร่างกายว่า “เฮ้ย! ตอนนี้ระบบภายในเริ่มรวนแล้วนะ” ไม่ว่าจะเป็นเพราะความเครียด การพักผ่อน หรือผลจากการใช้ยา สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “สังเกตตัวเอง” และไม่ปล่อยให้ความกังวลใจมากัดกินสุขภาพจิตของเราจนเกินพอดี

ถ้าคุณลองปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยา (Neurologist) จะช่วยให้คุณสบายใจและได้รับการรักษาที่ตรงจุดที่สุดครับ

คุณล่ะ? เคยมีอาการเหมือนไฟช็อตในหัวแบบไหนบ้าง? เป็นตอนไหน แล้วทำยังไงถึงหาย? มาคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันหน่อยครับ เพื่อนๆ ที่กำลังเป็นอยู่จะได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้กำลังเผชิญปัญหานี้อยู่แค่คนเดียวในโลก!