prp (Platelet Rich Plasma) คืออะไร? นวัตกรรมฟื้นฟูเซลล์ด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้น
PRP Facial Premium นวัตกรรมฟื้นฟูผิวด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้นขั้นสูง
PRP (PLATELET RICH PLASMA) คือ การรักษาบนพื้นฐานของกระบวนการรักษาตัวเองตามธรรมชาติของมนุษย์ เป็นสารที่ได้จากการนำเลือดของตัวเองมาปั่นแล้วฉีดกลับเข้าไป โดยผ่านกรรมวิธีการเฉพาะในการปั่นเพื่อแยกชั้นของพลาสมา (Plasma) ซึ่งมีลักษณะเป็นสีเหลืองใสออกมา
โดยในพลาสมาประกอบด้วยเกล็ดเลือด ซึ่งแพทย์จะสกัดเอาเกล็ดเลือดจากชั้นนี้ซึ่งมีความเข้มข้นสูงที่สุดมาใช้ เพราะในเกล็ดเลือดประกอบด้วยสารต่างๆ ที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด รวมไปถึงสารกระตุ้นการเจริญเติบโต (Growth Factor) ซึ่งเป็นกลุ่มโปรตีนประเภทหนึ่งที่มีอยู่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิต มีหน้าที่ไปกระตุ้นให้เซลล์มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้เซลล์เหล่านั้นมีการเพิ่มจำนวน และซ่อมแซมตัวเองเกิดขึ้นนั่นเอง
ส่วนประกอบของเลือดและความพิเศษของการทำ PRP
เป็นการรักษาฟื้นฟูโดยใช้พลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นของผู้เข้ารับบริการ ผ่านกระบวนการปั่นแยกเอาเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวออก ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการอักเสบด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ อุดมไปด้วยเกล็ดเลือดที่อัดแน่นไปด้วย Growth factor มากกว่า Tube ธรรมดาทั่วไป สูงสุด 17 เท่า
| ส่วนประกอบของเลือด | สัดส่วนโดยประมาณ (%) |
|---|---|
| พลาสมา (Plasma) | 55% |
| เซลล์เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด (White Blood Cells & Platelets) | 4% |
| เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cells) | 41% |
อ้างอิงข้อมูลส่วนประกอบของเลือดจาก: สภากาชาดไทย
ขั้นตอนการทำ PRP
- Step1 > เจาะเลือด: เจาะเลือดจากข้อพับ ประมาณ 20 cc
- Step2 > นำเลือดใส่ใน Tube ชนิดพิเศษ: และปั่นเพื่อสกัดผ่านเครื่อง Centrifuge เพื่อให้ได้เกล็ดเลือดที่มีความเข้มข้น และมี Growth Factor สูง หรือที่เรียกว่า PRP
- Step3 ㆍแยกเกล็ดเลือด: แยกเกล็ดเลือดที่สมบูรณ์ และเข้มข้นออกมา (PRP)
- Step4 > ฉีดเกล็ดเลือด PRP: ฉีดกลับเข้าไปสู่ส่วนต่างๆ ในบริเวณที่ต้องการรักษา หรือฟื้นฟู
ข้อดีของการทำ PRP ที่ The Touch Exclusive
การทำ บริการ PRP ของ The Touch มีความปลอดภัยสูง ความเสี่ยงในการเกิดอาการแพ้เกิดขึ้นได้น้อยมาก เนื่องจากใช้เกล็ดเลือดที่สกัดมาจากเลือดของตัวเอง อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยหลังการฉีด เช่น รู้สึกปวด บริเวณที่ฉีด หรือมีรอยฟกช้ำเล็กน้อย สามารถหายได้เองภายในระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน
1. PRP (สำหรับใบหน้า) Facial Premium
ฟื้นฟูผิวหน้า ซ่อมเซลล์ผิวด้วยเกล็ดเลือด แก้ปัญหาผิวอย่างตรงจุด กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ เพื่อผิวสุขภาพดี
ผลลัพธ์ที่ได้หลังทำ
- ช่วยฟื้นฟู และบำรุง คืนความอ่อนเยาว์ให้เซลล์ผิว
- ช่วยให้ใบหน้ากระจ่างใส ฉ่ำวาว เปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ
- ช่วยลดอาการอักเสบของผิว ให้ผิวกลับมาแข็งแรงขึ้นได้
- ช่วยซ่อมแซมผิวเสีย ที่ถูกทำลายจากมลภาวะ ฝุ่น แสงแดด ความร้อนรวมทั้งความเครียด
- ช่วยเติมเต็มให้ผิวอิ่มฟูอย่างล้ำลึก แก้ปัญหาหลุมสิว
- ช่วยลดรอยแดง รอยดำ จุดด่างดำบนใบหน้า
- ช่วยกระชับรูขุมขน ผิวหน้าเรียบเนียน
- ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผิวอิ่มน้ำ ชุ่มชื้น
- ช่วยลดริ้วรอย แผลเป็นเล็กๆ ให้ดีขึ้น
- ช่วยลดสิวผด สิวอุดตัน
- ช่วยแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำ รอยเหี่ยวย่นรอบดวงตา
- ช่วยเติมออกซิเจนให้ผิว ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตบนใบหน้าดีกว่าเดิม
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาแบบนี้
- ผู้ที่ผิวมีความยืดหยุ่นน้อย เนื่องจากคอลลาเจน และอิลาสตินลดลง
- ผู้ที่ใต้ตาคล้ำ ทำเพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อใต้ตาให้อิ่มฟู
- ผู้ที่มีปัญหาร่องแก้ม
- ผู้ที่มีริ้วรอยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณ หางตา หน้าผาก หรือลำคอ
- ผู้ที่มีรอยสิว หลุมสิว รอยหลุมลึกบนใบหน้า แต่ไม่อยากทำเลเซอร์หรือฉีดฟิลเลอร์
- ผู้ที่รูขุมขนกว้าง ผิวแห้งกร้าน
การเตรียมตัวก่อนทำ (Facial)
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม
- ดื่มน้ำสะอาด ประมาณ 1.5 – 2 ลิตร เพื่อไม่ให้เลือดหนืด
- ห้ามรับประทานยาต้านการอักเสบ และการแข็งตัวของเลือดก่อน 2-3 วัน
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 2-3 วัน ก่อนเข้ารับบริการ
- งดอาหารที่มีไขมันสูง อย่างน้อย 1 วัน
- หากมีโรคประจำตัว หรือมียาที่จำเป็นต้องรับประทานเป็นประจำต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนฉีด
- หยุดใช้ยา อาหารเสริม หรือเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Retinol และ AHA (Alpha hydroxyl acid) ก่อนทำการรักษาอย่างน้อย 1 สัปดาห์
ข้อปฏิบัติหลังเข้ารับบริการ (Facial)
- หลังทำแล้ว งดแต่งหน้าอย่างน้อย 1 วัน
- ทาครีมบำรุง หรือมอยเจอร์ไรเซอร์ได้ปกติ
- หลังการฉีดบางคนอาจเกิดอาการบวมได้ 2-3 วัน และอาจมีรอยเข็ม หรือรอยช้ำเล็กน้อย สามารถทานยาพาราเซตามอล เพื่อลดอาการปวดบวมได้
- หลีกเลี่ยงการล้างหน้า 4-5 ชั่วโมงแรกของการรักษา
- หลีกเลี่ยงการทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของ AHA หรือสาร Whitening ต่างๆ
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องโดนแดด 2-3 วัน
- หลีกเลี่ยงการทานยากลุ่ม ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) และ แอสไพริน (Aspirin) 2-3 วัน
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือออกกำลังกายอย่างหนัก
2. PRP (สำหรับเข่า) Knee Premium
ชะลอการเสื่อมสภาพของเข่า กระตุ้นการซ่อมแซมจากการบาดเจ็บสึกหรอ ลดการเสียดสี ทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการผ่าตัด (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ภาวะข้อเข่าเสื่อมจาก OrthoInfo)
ผลลัพธ์ที่ได้หลังทำ
- ช่วยลดความเจ็บปวด และช่วยกระตุ้นให้เกิดการ ซ่อมแซมเซลล์ที่บาดเจ็บได้ดี
- ชะลอความเสื่อมของเนื้อเยื่อ ลดการอักเสบ และ บรรเทาอาการปวดข้ออย่างมีประสิทธิภาพ
- ฟื้นฟูรักษาข้อเข่าเสื่อมได้อย่างตรงจุด
- ช่วยชะลอการผ่าตัดข้อเข่าได้
- ใช้เวลารักษาน้อย และได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ
- ไม่มีผลข้างเคียง เพราะใช้เลือดของตัวเอง
- ไม่เกิดรอยแผลเป็น
- อีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาแบบนี้
- ผู้ที่ต้องการทางเลือกการรักษา ที่ไม่ใช่การผ่าตัด
- เอ็นอักเสบข้อพับเข่าด้านหลัง
- โรคข้อเข่าเสื่อมและอักเสบ
- ผู้ที่มีภาวะเอ็นอักเสบเรื้อรัง ภาวะข้อเสื่อม
- ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บที่เอ็น หรือเนื้อเยื่ออ่อน เช่น อาการบาดเจ็บ ACL หรือเอ็นอื่นๆ ในข้อเข่า
- ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงถึงปานกลาง
- นักกีฬาที่มีการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา และต้องการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
- ผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการใช้ยาประเภทสเตียรอยด์ หรือการรักษาที่อาจมีผลข้างเคียงในระยะยาว
- ผู้ที่เป็นหมอนรองข้อเข่าฉีกขาด เอ็นไขว้หน้าขาด เอ็นเข่าด้านในได้รับบาดเจ็บ
- ผู้ที่ต้องการชะลอการผ่าตัดด้วยวิธีการฉีด
- ผู้ที่เข้าสู่ช่วงวัย 50 ปี
การเตรียมตัวก่อนทำ (Knee)
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม
- ดื่มน้ำสะอาด ประมาณ 1.5-2 ลิตร เพื่อไม่ให้เลือดหนืด
- ห้ามรับประทานยาต้านการอักเสบ และการแข็งตัวของเลือดก่อน 2-3 วัน
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 2-3 วัน ก่อนเข้ารับบริการ
- งดอาหารที่มีไขมันสูง อย่างน้อย 1 วัน
- หากมีโรคประจำตัว หรือมียาที่จำเป็นต้องรับประทานเป็นประจำ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนฉีด
ข้อปฏิบัติหลังเข้ารับบริการ (Knee)
- งดออกกำลังกาย เลี่ยงการทำกิจกรรมที่หนัก เช่น วิ่งมาราธอน หรือ ต้องใช้แรง 3-5 วัน หรือจนกว่าจะหายจากอาการปวด
- สามารถประคบเย็นเพื่อช่วยลดอาการปวด และบวมได้
- อาจมีอาการปวดตึงในช่วง 48 ชั่วโมงแรก แนะนำให้ประคบเย็นเพื่อลดอาการปวด หากปวดมากสามารถรับประทานยาพาราเซตามอล
- ห้ามรับประทานยาในกลุ่ม NSAIDs ยาแก้อักเสบ สเตียรอยด์เด็ดขาด เพราะอาจทำให้ประสิทธิภาพการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นลดลง
3. PRP (สำหรับผม) Hair Premium
กระตุ้นการเกิดใหม่ของเส้นผม บำรุงเซลล์รากผมให้แข็งแรง ช่วยให้ผมหนามากขึ้น ช่วยให้หนังศีรษะมีสุขภาพดีขึ้น
ผลลัพธ์ที่ได้หลังทำ
- ช่วยให้หนังศีรษะมีสภาพที่ดี มีหลอดเลือดฝอยมากขึ้น
- ช่วยให้เลือดมาเลี้ยงได้มากขึ้น เหมาะกับการเจริญเติบโตของเส้นผม
- ช่วยกระตุ้นเซลล์รากผมถูกกระตุ้น และถูกฟื้นฟูให้แข็งแรงขึ้น
- ช่วยแก้ปัญหาผมร่วง ผมบางที่ต้นเหตุ ทำให้ได้ผมใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม ไม่ขาดร่วงซ้ำอีก
- มีประสิทธิภาพสูง เห็นผลได้อย่างชัดเจน
- มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากเป็นการใช้เกล็ดเลือดจากร่างกายตนเอง จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดอาการแพ้
- การทำ PRP ผมร่วมกับการรักษาอื่นๆ ได้ ส่งเสริมให้ผลลัพธ์ในการปลูกผมดียิ่งขึ้น
- ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น
- เป็นวิธีการปลูกผมที่มีประสิทธิภาพสูง ให้ผลในระยะยาวสามารถเห็นผลได้จริง เกิดการเปลี่ยนแปลงชัดเจน
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาแบบนี้
- เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผมบาง ศีรษะบาง หรือล้าน ระดับน้อย-ปานกลาง บริเวณกลางกระหม่อม
- เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่ต้องการปลูกผมและปัญหายังไม่มากนัก
- ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถใช้ชีวิตทำงานได้ตามปกติ
- สามารถทำร่วมกับการรักษาอื่นได้ เช่น การใช้ยารักษาผมร่วง หรือ ผลิตภัณฑ์ปลูกผม
การเตรียมตัวก่อนทำ (Hair)
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม
- ทำความสะอาดหนังศีรษะด้วยน้ำเปล่าก่อนเข้ารับบริการ
- ดื่มน้ำให้มาก ๆ ประมาณ 1.5-2 ลิตร เพื่อป้องกันการเข้มข้นของเลือด
- ห้ามรับประทานยาต้านการอักเสบ และการแข็งตัวของเลือดก่อน 2-3 วัน
- งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 2-3 วัน ก่อนเข้ารับบริการ
- งดอาหารที่มีไขมันสูง อย่างน้อย 1 วัน
- หากมีโรคประจำตัว หรือมียาที่จำเป็นต้องรับประทานเป็นประจำต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนฉีด
- งดใช้ผลิตภัณฑ์ประเภครีมนวดผม รวมถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผมทุกประเภทก่อนเข้ารับบริการ
- งดการทำสีผมก่อนเข้ารับการบริการอย่างน้อยประมาณ 2-3 สัปดาห์
- งดการใช้สารเคมีกับเส้นผมหรือการให้ความร้อนบริเวณหนังศีรษะอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เนื่องจากอาจจะส่งผลให้หนังศีรษะหลุดลอก เป็นสะเก็ดและทำให้หนังศีรษะแห้ง
ข้อปฏิบัติหลังเข้ารับบริการ (Hair)
- ห้ามให้หนังศีรษะโดนน้ำ หรืองดการสระผม อย่างน้อย 24 ชั่วโมง
- งดการโดนสารเคมีประเภท Hydrogen Peroxide เนื่องจากมีผลต่อการเกิดขึ้นใหม่ของเส้นผม
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการออกกำลังกาย
- หากสระผมไม่ควรเกาศีรษะอย่างรุนแรง


