มีปัญหาถุงใต้ตา ใต้ตาคล้ำ ทำ RF และ HIFU ร่วมกันได้ไหม?
มีปัญหาถุงใต้ตา ใต้ตาคล้ำ ทำ RF และ HIFU ร่วมกันได้ไหม?
ทำได้ และมักเป็นวิธีที่แพทย์แนะนำค่ะ การทำ RF (Radiofrequency) และ HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) ร่วมกันเป็นการรักษาที่เสริมประสิทธิภาพกันอย่างลงตัว เพราะ HIFU จะช่วยยกกระชับโครงสร้างผิวชั้นลึก ในขณะที่ RF จะเน้นกระชับผิวชั้นบนและลดริ้วรอยเล็กๆ ทำให้ผลลัพธ์โดยรวมดูดีขึ้นอย่างครอบคลุม อย่างไรก็ตาม การประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ประเด็นสำคัญที่คุณจะได้เรียนรู้
- การทำ RF และ HIFU ร่วมกันเป็นเทคนิคที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการดูแลผิวรอบดวงตา
- HIFU ทำงานในชั้นผิวลึก (SMAS) มีเป้าหมายเพื่อการ ‘ยกกระชับ’ โครงสร้างผิวจากภายใน
- RF ทำงานในชั้นผิวตื้น (Dermis) เน้นการ ‘กระชับผิว’ และกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อลดริ้วรอย
- การรักษาร่วมกันให้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทั้ง Lifting และ Tightening ในคราวเดียว
- เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยร่วมกับริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตา
- จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวและความเหมาะสมเป็นรายบุคคลก่อนตัดสินใจ
- ผลลัพธ์ที่ได้จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้น และมีแนวโน้มที่จะอยู่ได้ยาวนานกว่าการทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
ต้นตอของปัญหา: ทำไมเราถึงมีถุงใต้ตาและใต้ตาคล้ำ?
ก่อนจะไปถึงวิธีแก้ เรามาทำความเข้าใจสาเหตุของปัญหารอบดวงตากันก่อน ปัญหาถุงใต้ตาและความหย่อนคล้อยมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผิวตามวัย เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนและอีลาสตินที่เคยเป็นเหมือนเสาหลักค้ำจุนผิวก็เริ่มเสื่อมสภาพลง ประกอบกับไขมันที่เคยอยู่เป็นที่เป็นทางก็อาจเคลื่อนตัวลงมา ทำให้เกิดเป็นถุงใต้ตาที่มองเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ปัจจัยทางพันธุกรรม การพักผ่อนน้อย และไลฟ์สไตล์ก็มีส่วนทำให้ปัญหานี้เด่นชัดขึ้นได้เช่นกัน
รู้จัก 2 เทคโนโลยี: HIFU vs RF ทำงานต่างกันอย่างไร?
แม้ว่าทั้ง HIFU และ RF จะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานความร้อนเพื่อยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ทั้งสองอย่างมีหลักการทำงานและเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การเข้าใจความแตกต่างนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้รู้ว่าทำไมการใช้ร่วมกันจึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
| คุณสมบัติ | HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) | RF (Radiofrequency) |
|---|---|---|
| เทคโนโลยี | ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง ยิงพลังงานเป็นจุดๆ อย่างแม่นยำ | ใช้คลื่นวิทยุ ส่งพลังงานความร้อนแบบกระจายเป็นวงกว้าง |
| ชั้นผิวเป้าหมาย | ชั้น SMAS (4.5mm) และชั้นหนังแท้ส่วนลึก (3.0mm) ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า | ชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิวตื้นๆ |
| ผลลัพธ์หลัก | ยกกระชับโครงสร้างผิวจากภายใน (Deep Lifting) เหมือนการวางเสาเข็มให้ผิวใหม่ | กระชับผิวชั้นบน ลดริ้วรอยเล็กๆ ปรับผิวให้แน่นและเรียบเนียน (Superficial Tightening) |
| ความรู้สึกขณะทำ | อาจรู้สึกอุ่นๆ หรือเจ็บจี๊ดๆ เหมือนมีหนามเล็กๆ ใต้ผิว | รู้สึกอุ่นสบายผิว เหมือนการนวดด้วยหินร้อน |
| การพักฟื้น | โดยทั่วไปไม่ต้องพักฟื้น อาจมีรอยแดงเล็กน้อยซึ่งจะหายไปเอง | ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติทันที |
*เลื่อนตารางไปทางซ้าย-ขวาเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม
คำตอบที่ชัดเจน: ทำ RF และ HIFU ใต้ตาพร้อมกันได้หรือไม่?
คำตอบคือ “ได้ และเป็นเทคนิคที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีมาก” การรักษาร่วมกันเปรียบเสมือนการสร้างบ้านที่แข็งแรง โดยใช้ HIFU เป็นเสาเข็มที่ลงลึกไปยึดโครงสร้างหลัก (ชั้น SMAS) ให้แข็งแรงและยกตัวขึ้น จากนั้นใช้ RF มาฉาบปูนและตกแต่งผิวภายนอก (ชั้น Dermis) ให้เรียบเนียนและกระชับ การทำงานร่วมกันในหลายระดับความลึกนี้เองที่ทำให้เกิดผลลัพธ์การฟื้นฟูผิวรอบดวงตาที่สมบูรณ์แบบและเป็นธรรมชาติ
ข้อดีของการรักษาร่วมกัน (The ‘Synergy’ Effect)
- ผลลัพธ์ที่เหนือกว่าและครอบคลุม: ได้ทั้งการ ‘ยก’ จากชั้นลึก และการ ‘กระชับ’ ผิวชั้นบนไปพร้อมๆ กัน ทำให้แก้ปัญหาได้ทั้งความหย่อนคล้อยและริ้วรอยตื้นๆ
- กระตุ้นคอลลาเจนทุกมิติ: เป็นการส่งสัญญาณให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ในทุกระดับชั้นของผิว ตั้งแต่ชั้นหนังแท้ไปจนถึงชั้นพังผืดคลุมกล้ามเนื้อ
- เห็นผลลัพธ์ที่ยาวนานขึ้น: เมื่อโครงสร้างผิวแข็งแรงจากภายในและผิวภายนอกก็ถูกกระชับไปพร้อมกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีแนวโน้มที่จะคงอยู่ได้ยาวนานกว่าการเลือกทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
- ความเป็นธรรมชาติ: เนื่องจากเป็นการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกายเราเอง ผลลัพธ์ที่ได้จึงดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งหรือผิดรูป
ข้อควรระวังและใครบ้างที่อาจไม่เหมาะ
แม้จะเป็นการรักษาที่ปลอดภัย แต่ก็มีข้อจำกัดสำหรับบางกลุ่มบุคคล เช่น:
- สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
- ผู้ที่ฝังอุปกรณ์โลหะหรือเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจในบริเวณที่ทำ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ได้ เช่น โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน หรือการแข็งตัวของเลือด
- ผู้ที่มีแผลเปิด หรือมีการติดเชื้อที่ผิวหนังในบริเวณที่จะทำการรักษา
สิ่งสำคัญที่สุด: การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวและซักประวัติอย่างละเอียดก่อนทำ คือขั้นตอนที่จะช่วยให้คุณได้รับการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด
ขั้นตอนการรักษาโดยทั่วไป (What to Expect)
- ปรึกษาและประเมินสภาพผิว: แพทย์จะวิเคราะห์ปัญหาและโครงสร้างผิวรอบดวงตาของคุณ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
- เตรียมผิว: เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดผิวบริเวณรอบดวงตา และอาจมีการทายาชาทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที เพื่อลดความรู้สึกไม่สบายผิวขณะทำ
- เริ่มการรักษาด้วย HIFU: แพทย์จะใช้หัวยิง HIFU ที่มีขนาดเหมาะสมกับผิวรอบดวงตา ยิงพลังงานลงไปใต้ผิวทีละจุดเพื่อสร้างฐานการยกกระชับ
- ตามด้วยการรักษาด้วย RF: หลังจากทำ HIFU เสร็จ แพทย์จะใช้หัว RF นวดวนไปบนผิวเพื่อส่งพลังงานความร้อนเข้าไปกระชับผิวชั้นบนและกระตุ้นคอลลาเจน
- เสร็จสิ้นและรับคำแนะนำ: หลังทำเสร็จอาจมีอาการแดงเล็กน้อยซึ่งจะหายไปในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แพทย์จะทาครีมบำรุงและกันแดด พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง
สรุปจากผู้เชี่ยวชาญ
การทำ RF และ HIFU ร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาถุงใต้ตาและความคล้ำเป็นวิธีที่ทำได้และให้ผลดี โดย HIFU จะช่วยยกกระชับโครงสร้างผิวชั้นลึก ในขณะที่ RF จะช่วยกระชับผิวชั้นบนและลดริ้วรอย ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น การรักษานี้ควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- ทำงานเสริมกันในผิวคนละชั้นความลึก
- ให้ผลลัพธ์ทั้งการยกกระชับและลดเลือนริ้วรอย
- ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเมื่อทำโดยผู้เชี่ยวชาญ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำ RF และ HIFU พร้อมกันเจ็บมากไหม?
ความรู้สึกเจ็บแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขณะทำ HIFU อาจรู้สึกอุ่นและจี๊ดๆ ใต้ผิว ส่วน RF จะรู้สึกอุ่นสบายผิว โดยทั่วไปจะมีการทายาชาก่อนทำเพื่อช่วยลดความรู้สึกไม่สบายผิวค่ะ
ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
ส่วนใหญ่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกหลังทำประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่คอลลาเจนถูกสร้างขึ้นเต็มที่ จำนวนครั้งที่แนะนำขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาผิวของแต่ละคน โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินให้ค่ะ
ผลลัพธ์จากการทำร่วมกันอยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นาน 6 เดือน ถึง 1 ปี หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและสภาพผิวเดิมของแต่ละบุคคล การกลับมาทำซ้ำปีละครั้งจะช่วยคงสภาพผลลัพธ์ไว้ได้ดียิ่งขึ้น
มีผลข้างเคียงที่น่ากังวลไหม?
ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปคืออาการบวมหรือแดงเล็กน้อย ซึ่งจะหายได้เองภายใน 1-2 วัน ผลข้างเคียงรุนแรงพบได้น้อยมากหากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและใช้เครื่องที่ได้มาตรฐาน
หลังทำสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติเลยหรือไม่?
ใช่ค่ะ หลังทำสามารถแต่งหน้าและใช้ชีวิตได้ตามปกติทันที แต่แนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อนสูง เช่น ซาวน่า และการออกแดดจัดโดยไม่มีการป้องกัน ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
สามารถทำร่วมกับการฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ได้ไหม?
สามารถทำร่วมกันได้ แต่ต้องมีการวางแผนลำดับการรักษาที่เหมาะสม โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้เว้นระยะห่างระหว่างหัตถการประมาณ 2-4 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง






